OMU News
ลำโพงแบบไหนเหมาะกับการฟังเพลง

“Speaker” ลำโพงมีกี่แบบ และแบบไหนเหมาะกับการฟังเพลง

นานแล้วที่เราไม่ได้นำเกร็ดความรู้มาแชร์ และก็นึกได้ว่าเรามักจะพูดถึงแต่หูฟัง วันนี้เราเลยหยิบยกประเด็นเรื่องลำโพง มาคุยกันบ้างดีกว่า ว่าลำโพงแบบไหนเหมาะแก่การ “ฟังเพลง”

โอเค เรามาเริ่มกันเลย ท่านผู้อ่านอาจจะเคยผ่านหูคุ้นตากับลำโพงที่เขียนป้ายแปะตามห้างสรรพสินค้า หรือหน้าตาแบบในรูปเหล่านี้เป็นต้น

ลำโพง 2.0

speaker 2.0

ลำโพง 2.0 ก็คือ ลำโพงที่มีแค่ซ้ายขวาสองตัว ไม่มีซับวูฟเฟอร์

ลำโพง 2.1

speaker 2.1

ลำโพง 2.1 คือลำโพงที่มีซ้ายขวาสองตัว และเพิ่มซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้นเองครับ

ซับวูฟเฟอร์ คือลำโพงในส่วนที่ตอบสนองต่อย่านความถี่ Deep Low คือประมาณ 50 Hz ลงไป ซึ่งมันเป็นย่านเบสที่ลึกมากโดยเฉพาะตั้งแต่ 30-20 Hz ลงไปจนต่ำสุดจนหูคนเราไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้

ลำโพง 5.1

speaker 5.1

ลำโพง 5.1 คือลำโพงที่มีซ้ายขวาสองตัว เซ็นเตอร์กลาง (หน้าที่คือเพิ่มความคมชัดของย่านเสียงกลางหรือถ้าเอาความเข้าใจง่ายๆ ก็พวกเสียงพูดครับ) ซับวูฟเฟอร์ และลำโพงด้านข้างแบบ Rear  ซ้ายขวาอีก 2 ตัว หน้าที่คือช่วยเพิ่มอรรถรสและบรรยากาศในการฟังและรับชมพวกหนัง หรือ เกม ให้มีมิติระยะของเสียงเพิ่มมากขึ้น

speaker 5.1
รูปแบบการวางแบบ 5.1

ลำโพง 7.1

speaker 7.1

ลำโพง 7.1 ลำโพงตัวนี้จะคล้ายตัว 5.1 แต่เพิ่มลำโพงด้านหลังอีก 2 ตัวถือว่าเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ระดับ Full-System เพราะจะมีมิติที่โอบล้อมและทิศทางเสียงที่ครบถ้วนใกล้เคียงเหมือนโรงหนัง ถ้าเล่นเกมเวลามีคนย่องมา เราก็รู้สึกได้ทันทีว่ามาจากด้านหลังด้านข้างอะไรแบบนั้น (อันที่จริงก็ยังมีลำโพงแบบ 9.1 อีกแต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจคือการเพิ่มมิติการรับฟังที่มากยิ่งขึ้นแล้วกันนะครับ)

speaker 7.1
รูปแบบการวางแบบ 7.1

เราคงพอเห็นภาพลำโพงระบบต่างๆ แล้วโดยประมาณ ซึ่งอันที่จริงลำโพงที่นิยม และใช้กับเดสก์ท็อปพีซีโดยทั่วไป ก็มักจะเป็น 2.0 หรือ 2.1 เพราะเรื่องของพื้นที่และง่ายต่อการติดตั้ง ส่วนลำโพง 5.1 กับ 7.1 ส่วนใหญ่จะเป็นชุดที่คนที่ชื่นชอบการดูหนังเล่นเกมนิยมจัดวางไว้ในห้องที่มีพื้นที่เสียมากกว่า กลับมาแล้วลำโพงฟังเพลงแบบไหนดีที่สุด ผู้เขียนออกตัวก่อนว่าคำตอบนี้ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเบ็ดเสร็จ แต่ลำโพงที่เพียงพอต่อการฟังเพลงและราคาไม่สูงมากนั้นเราเลือกแค่ลำโพง 2.0 พอครับ

เพราะอะไร

บอกก่อนว่าถ้าคุณมีลำโพงที่มากกว่า 2.0 หรือ อาจเยอะไปถึง 7.1 ก็ไม่ผิด แต่การฟังเพลงทำไมถึงแค่ 2.0 เพราะว่าการอัดเพลงมาสเตอร์ในห้องบันทึกเสียงนั้น ถูกทำมาแบบ 2 แชนแนลทั้งสิ้น เพราะงั้น ลำโพง 2.0 ก็เพียงพอแล้วไงละครับท่านผู้อ่าน ส่วนคุณภาพเสียงก็ขึ้นกับราคาลำโพงคุณภาพสาย สภาพห้องเป็นปัจจัยที่ตามมา และถ้ามีลำโพง 2.1 ที่มีซับวูฟเฟอร์การฟังเพลงจะเป็นยังไง หน้าที่ของซับวูฟเฟอร์ คือเสียงต่ำครับ อันนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะบางคนก็อยากได้เสียงเบสที่ต้องการมิติที่นุ่มลึกหรือกระแทกอกแบบซี่โครงสั่นอย่างพวกสาย EDM อาจต้องการความสะเทือนเสียหน่อย ก็ถือว่ามี 2.1 ก็ช่วยตอบโจทย์ได้อย่างดี

แล้วพวกลำโพง 5.1 หรือ 7.1 ละ?

home theater concert

อย่างที่กล่าวไป การฟังเพลงนั้นตั้งแต่ขบวนการอัดเสียงก็เป็นการบันทึกแบบ 2 แชนแนลและการฟังเพลงโดยปกตินึกภาพเราต้องการความคมชัดที่พุ่งตรงมาจากด้านหน้า เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งอยู่หน้าเวทีอะไรทำนองนั้น และพวก ลำโพง 5.1 หรือ 7.1 จะเหมาะกับการฟังเพลงแบบไหน ตอบเลยว่าพวกคอนเสิร์ตครับ เพราะคอนเสิร์ตนั้นไม่ได้อัดมาแบบ 2 แชนเนล เหมือนพวกเพลงมาสเตอร์ปกติ มันจะมีเสียงของบรรยากาศต่างๆ ที่ไม่มีในเพลงทั่วไป ถือเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของการฟังคอนเสิร์ตเฉพาะตัว และถ้าคุณชอบลำโพงพวกนี้ก็ตอบโจทย์ครับ

อันที่จริง ลำโพง 5.1 หรือ 7.1 บางรุ่นหรือรุ่นสูงๆ เองก็สามารถที่จะปิดระบบลำโพงตัวอื่นที่เราไม่ได้ใช้งานได้ หรือมีฟังค์ชั่นโหมดพิเศษต่างๆ  อีกมากมาย

ก็ขอสรุปว่าถ้าคุณเน้นฟังเพลงเป็นหลักและจะลงทุนกับลำโพงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เอาเงินไปลงกับลำโพงแค่ 2 ตัวดีๆ ย่อมดีกว่าไปซื้อลำโพงหลายๆ ตัว ที่มีราคาถูก ยกตัวอย่างซื้อลำโพงคู่หน้า สองตัวหมื่น กับซื้อ โฮมเธียเตอร์ 5.1 ยกชุดที่ราคาเท่ากัน คุณภาพเสียงด้านการฟังเพลงไม่ต้องสืบเลย ลำโพง คู่หน้าสองตัวหมื่นก็กินขาดละครับ ส่วนลำโพงที่มีจำนวนมากๆ คุณภาพเสียงก็จะลดหลั่นลงไป ยกเว้นแต่คุณจะมีปัจจัยมากพอจนซื้อลำโพง ตัวละหมื่นมาวางได้ในทุกตำแหน่ง พูดง่ายๆ เลยถ้าจะใช้แบบมัลติฟังค์ชั่น ฟังเพลงเล่นเกมดูหนัง ก็ขึ้นอยู่กับงบเลยครับ จ่ายแพงกว่าย่อมได้ของที่ดีขึ้นผู้เขียนก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินไปเลยฮ่าๆ
 

Facebook Comments
Avatar

OMU News

Add comment

Follow us

ติดตามข่าวสารอัพเดทจากช่องทางอื่นๆของ OMU ได้ตามนี้

Most discussed