OMU News
หมดยุคอัลบั้ม

ในยุคที่อัลบั้มหดหาย แต่แทนที่ด้วยซิงเกิล

ในยุคนี้ถ้ายังมีคนที่ตามเก็บ CD อัลบั้มรวมของศิลปินโปรด วงในดวงใจอะไรก็ว่ากันไป เวลานี้จัดว่าประหยัดเงินไปเยอะ เพราะมันเหลือน้อยเต็มที
กรณีนี้มันต่างไปจากยุคเมื่อ 10กว่าปีก่อน ที่เดือนๆนึง เราอาจจะต้องควักเงินในกระเป๋า เพื่อซื้อ CD อัลบั้มของศิลปินโปรด บางเดือนอาจควักซื้อถึง 3-4 แผ่นก็มี (พี่แกเล่นออกพร้อมๆกัน)

สำหรับผู้ที่สังเกตการเคลื่อนไหว อาจจะรู้สึกว่าเพราะรูปแบบการเสพดนตรีมันเปลี่ยนไป ในยุคสมัยที่คนฟังเพลงแบบสตรีมมิงกันมากขึ้นในช่วงหลังจาก MP3 ทำให้คนหันมาซื้อ CD อัลบั้มรวมกันน้อยลงไปมาก แถมช่วงนั้นการซื้อเพลงดาวน์โหลด ก็ไม่บังคับให้เราต้องซื้อทั้งอัลบั้ม ก็เป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ แบบว่าชอบเพลงไหนก็ซื้อเพลงนั้น

พูดกันตามตรงต่อให้ศิลปินในดวงใจออกอัลบั้มมา “มันก็มีน้อยอัลบั้มที่เราจะชอบมันทั้งหมด”

ถ้าย้อนไปสมัยก่อนในยุคเทป เราอาจจะชอบเพลงหน้า A แค่สองถึงสามเพลง หน้า B อีกซักเพลงสองเพลง สรุปจากทั้งอัลบั้ม 12เพลง(โดยประมาณ) เราอาจจะฟังจริงๆที่ชอบไม่เกิน 4-5เพลง เราก็คอยมานั่งกรอฟังวนซ้ำๆจนเทปยาน หรือมาช่วง CD เราก็ Skip กันไปมาหน้าหลังเพื่อฟังแต่เพลงเดิมที่ชอบ

แต่ทว่าคุณค่าทางใจมันก็ต่างกันพูดตรงๆ จากความรู้สึกผู้เขียนเพราะการซื้ออัลบั้มเทป, CD อะไรพวกนี้ มันเป็นรูปธรรม มันจับต้องได้ มีหน้าปกเนื้อเพลงให้อ่าน มีภาพให้ดู ขนาดพวกคำขอบคุณที่ศิลปินยุคสมัยก่อนเขียน เราก็อ่านจนหมด พูดไปก็จะยิ่งย้อนความแก่(ฮ่าๆ)

ซึ่งอันที่จริงในเมืองนอกแต่ก่อนจะปล่อยอัลบั้มซักชุด เขาจะมีการปล่อยซิงเกิลที่คัดเลือกออกมาจากอัลบั้ม เพื่อทำการโปรโมทให้ชิมก่อนเพลงสองเพลงเป็นการเรียกน้ำย่อย และอารมณ์มูดโทนของอัลบั้มนั้นก็จะไปในทางเดียวกันไม่ฉีกกันมาก ทำให้ผู้ฟังได้ตัดสินใจก่อนควักเงินซื้อ แต่บ้านเราซื้ออัลบั้มเพลงนึงกึ่งใช้ดวง ถ้าพูดแบบภาพยนตร์ Forrest Gump คงต้องบอกว่า “ชีวิต ก็เหมือนกล่องที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลต คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคุณจะได้รสอะไร” (แต่กรณีนี้คืออัลบั้มเต็มที่วางขาย)

forrest gump
forrest gumpเทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรม

คงต้องสรุปตามนี้ เพราะว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันมาไวและมันแข่งขันกันสูง ด้วยการมาของสตรีมมิงต่างๆ เข้าถึงง่ายสะดวก ฟรีก็มีเสียเงินก็ไม่แพง! ก็ทำให้คนไม่ค่อยบริโภควัตถุอย่าง CD ทำให้ออกอัลบั้มมาก็ขายไม่ออก จริงๆมันจะดับดิ้นตั้งแต่ยุค MP3 แล้วด้วยซ้ำ แต่ผู้เขียนว่าว่าสตรีมมิ่งนี่แหล่ะปิดฝาโลงของแท้

อารมณ์มันเปลี่ยน(เพราะเทคโนโลยี)

การจะมานั่งเฝ้ารอศิลปินออกอัลบั้มพูดกันตรงๆ มันไม่ทันกิน เพราะศิลปินอย่างไวสุดก็ออกกันปีละชุด ซึ่งสมมุติคุณชอบBodyslam ซื้ออัลบั้มใหม่ปีนี้ ก็อาจจะต้องรอไปอีกปีหน้า เผลอๆสองปีกว่าจะได้ฟังเพลงใหม่
แต่ซิงเกิลก็ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะสมัยนี้ศิลปินหรือค่ายเพลง จะทยอยปล่อยของมาทีละนิด ให้เราค่อยๆตาม มีการตลาดอาทิตัวอย่างเพลงออกมาเรียกน้ำจิ้มก่อน มันทำลุ้นและอยากฟังเพลงเต็มเร็วๆ ว่าจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นมิติที่เหมือนการดูตัวอย่างหนังมันให้อารมณ์ที่ผ่านการบิ้วมาก่อน

ข้อดีของการทำเพลงแบบซิงเกิล?

  1. ได้ฟังเพลงของศิลปินที่ชื่นชอบได้ไวขึ้น ไม่ต้องรอกันเป็นปีๆ อีกแล้ว
  2. ช่วยประกอบการตัดสินใจ “ก่อนการซื้อ” (สำหรับคนที่ยังนิยมเก็บสะสมวัตถุ) ถ้าไม่เพราะใจรักศิลปินวงโปรด เพลงก็ต้องโดนจริงๆ ไม่งั้นก็คงยากที่จะซื้อถูกต้องไหมครับ “เพราะของฟรีก็มีให้ฟังเห้ออ…”
  3. ศิลปินไม่ต้องทำงานเผา ฟังแล้วดูแรงนิดนึงกับคำว่า “งานเผา” อันนี้ต้องขอขยายความเรื่องนี้เสียหน่อย เพราะผู้เขียนเคยทราบข้อมูลเรื่องการทำอัลบั้มมาบ้าง โดยเฉพาะวงที่อยูกับค่ายใหญ่ๆ เมื่อก่อนจะมีรูปแบบการทำงานดนตรีแบบมีเวลากำหนด ก็ไม่ต่างจากพนักงานออฟฟิศทั่วไปแหละครับพูดตรงๆ ยกตัวอย่างออกอัลบั้มเสร็จแล้วก็วางขาย และก็โปรโมทผ่านทางช่องวิทยุให้คนมารอฟัง เพลงไหนดังคนขอเยอะพอเริ่มเข้ากระแส งานต่อไปก็เดินสายแสดงคอนเสิร์ต พอใกล้ครบ 1 ปี ก็ต้องเตรียมเข็นอัลบั้มใหม่ เดินสายเล่น เป็นลูปแบบนี้เรื่อยๆ เพราะงั้นใน 1 อัลบั้มนั้น อาจจะมีเพลงที่ทำแค่ให้ครบๆ ปะปนอยู่ด้วยเพลงสองเพลง ผู้เขียนไม่ขอบอกว่าใครเป็นคนบอก (*แต่ไม่ใช่กับศิลปินทุกคนที่จะยัดงานเผาให้ครบโควต้านะครับ) ในยุคอัลบั้มเฟื้องฟูรายได้หลักของศิลปินคือ การขายเทป,CD เพราะงั้นงานเดินสายจะไม่ได้มากมายเท่าทุกวันนี้
  1. คุณจะไม่ต้องพบเจอความล้มเหลว กลับบ้านมือเปล่าเหมือนในยุคการซื้ออัลบั้มเทป, CD แต่ก่อน เพราะเพลงดังๆจะขายดีแบบขาดตลาดในช่วงแรก ๆ

ข้อเสียของเพลงแบบซิงเกิล

ตอบได้เลยว่าย่อมต้องมีครับ เคยมีศิลปินรุ่นก่อนท่านนึงพูดไว้ ถึงรูปแบบการทำงานในแบบซิงเกิลว่า มันขาดมนต์ขลังลงไป แน่นอนว่าศิลปินช่วงยุคก่อนหน้านี้ มีอัลบั้มกันมากมาย พอผ่านวันเวลาที่บ่มเพาะได้ที่ เวลามีงานคอนเสิร์ตต่างๆ มันมีพลังในการดึงดูดเหล่าแฟนคลับที่หลงไหลและใจรักจริงๆ เพราะผู้ฟังเพลงแต่ก่อนถ้าไม่ชอบจริงไม่ควักจ่ายยังไงหละครับ และคุณค่าตรงนี้ส่งผลให้คนยุคแต่ก่อนเวลาฟังเพลง เขาจะจำได้แม้กระทั้งว่าเพลงนี้มาจากอัลบั้มไหน ยกตัวอย่างเพลง “ขอเช็ดน้ำตา”  วง Clash มันคืออัลบั้ม SoundShake เพราะชุดนั้นจะมูดโทนเป็นเพลงนุ่มๆเศร้าๆ เห็นไหมครับว่าอัลบั้มมันมี Theme ของมันอยู่ นั่นก็ทำให้เพลงซิงเกิลขาดเสน่ห์ลงไปเหมือนกัน เหมือนมันมาไวอย่างไร มันก็ไปไวอย่างนั้น พูดง่ายๆ มันขาดการจดจำรวมถึงความผูกพันลงไป จึงไม่แปลกทำให้การฟังเพลงในยุคนี้เป็นแค่กระแสชั่วคราว และนั่นก็ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเพลงยุคนี้ มันไม่มีเพลงไหนที่จะเป็นตำนาน เป็นเพลงอมตะแบบรุ่นพี่เขาเลย ก็คงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าคิดตาม

สำหรับผู้เขียน แน่นอนว่าโลกมันเปลี่ยนทุกอย่างมันก็ปรับตัวไปตามกลไกเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ว่าอย่างไร เราจะรอซื้ออัลบั้มรวมหรือไม่? จะแบบซื้อดาวน์โหลดก็ดี ฟังฟรีก็ดี  หรือรอแผ่นแบบก็สดชื่น ที่สำคัญเราควรอุดหนุนผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพราะมันเป็นรายได้ของศิลปินในทุกช่องทางที่กล่าวมา ถ้าศิลปินไม่มีเงินยาไส้ เขาก็ไม่มีแรงทำงาน และเราก็อาจจะไม่มีเพลงดีๆฟังได้ครับ

 

บทความใกล้เคียง

การฟังเพลงแบบดาวน์โหลดกำลังจะตายไปในยุคแห่งการสตรีมมิ่ง

ประวัติศาสตร์ เครื่องเล่นเสียง

 

Facebook Comments
OMU News

OMU News

2 comments

Follow us

ติดตามข่าวสารอัพเดทจากช่องทางอื่นๆของ OMU ได้ตามนี้

Most popular

Most discussed