OMU News
ภัยร้ายจากหูฟัง

ภัยร้ายจากหูฟังที่หลายคนมองข้าม

กลับมากับช่วงสาระแท้ๆกับ OMU อีกครั้งนะครับ อาจจะจั่วหัวน่ากลัวไปหน่อยกับ ภัยร้ายจากหูฟัง เพราะหลังจากที่เราเขียนบทความแนะนำ “หูฟังกับไลฟ์สไตล์” ที่ทำให้เพื่อนๆพอเข้าใจลักษณะกายภาพที่น่าจะตอบโจทย์กับการใช้งานคร่าวๆ

แต่ในวันนี้ผมขอมาเสนอบทความเกี่ยวกับสุขภาพหูซักเล็กน้อยเกี่ยวกับ สุขภาพหูกับการฟังเพลง เรื่องนี้จะเน้นไปที่คนที่มักใส่หูฟังมากกว่า เพราะหูฟังนั้นมีต้นกำเนิดเสียงที่ติดกับหูของเราโดยตรง เพราะงั้น
ถ้าเราใช้หูฟังอย่างผิดวิธีย่อมอันตรายกับสุขภาพหูแน่นอน
มีผลวิจัยว่า ปกติคนเราความสามารถทางการได้ยินจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุแต่ผลการวิจัยใหม่ของทาง สหรัฐอเมริกากับพบว่า วัยรุ่น 1 ใน 5 พบเจอโอกาสการสูญเสียการได้ยินเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน และสาเหตุก็คงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากหูฟังที่เรานิยมใส่กัน
โดยปกติเรามักจะทราบกันดีว่า การฟังเพลงหรือได้ยินเสียงที่มากว่า 120เดซิเบล เป็นอันตรายต่อหู ซึ่งก็ถูกแต่ไม่ทั้งหมดครับ เพราะอันที่จริงแล้วมลภาวะทางเสียงนั้น เกิน85เดซิเบล ก็นับว่าอันตรายแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวแปรก็คือเวลากับระดับเสียง ตามตารางด้านล่างนี้

dBA กับสุขภาพหู

เมื่อดูจากตารางเราก็จะเห็นแล้วว่า การเปรียบเทียบความดังกับช่วงเวลาเป็นอย่างไร แต่โดยปกติเราคงไม่ทราบว่า “เอ๊ะ..นี่เราฟังกี่เดซิเบล” จริงๆง่ายๆคือการจับความรู้สึกครับ ถ้าเราฟังเพลงที่ดังเกินไปเป็นระยะเวลานาน หรือไม่นานแต่ถ้าเราเกิดล้าหู นั่นก็คือสัญญาณเตือนแล้ว และการฟังเพลงที่ดังเป็นระยะเวลาสั้นๆก็ไม่ได้หมายความว่าดีนะครับ เพราะอาการเหล่านี้มันเป็นการสะสม ซึ่งก็ไม่ได้แสดงออกในทันทีแต่อย่างไร เอาเป็นว่าผมจะขอยกอาการ ทางการได้ยินมาให้เพื่อนๆทราบ ซึ่งเป็นอาการที่ทางการแพทย์ได้ระบุไว้

อาการสูญเสียการได้ยิน แบ่งเป็น 3 ประเภท

1 Conductive hearing loss (สูญเสียการได้ยินเฉพาะการนำเสียงผ่านอากาศ)
เป็นอาการเริ่มต้น ที่จะทำให้เราได้ยินเสียงต่างๆนั้นเบาลง เพราะเป็นการสูญเสียความสามารถทางการนำเสียงของหูชั้นนอกหรือกลาง
แต่ระบบประสาทภายในยังปกติ สาเหตุหลักก็มักมากับการฟังเพลงใส่หูฟังที่นานเกินไปเป็นส่วนใหญ่

2. Sensorineural hearing loss (สูญเสียการได้ยินที่โสตประสาท)
อันนี้เรียกว่าอันตรายครับ ตามชื่อเลยคือการสูญเสียทางโสตประสาท จะรุ่นแรงกว่าข้อแรก และผลกระทบอาจจะได้ยินเสียงเบาลงมากหรืออาจถึงขั้นถาวรได้ตามความรุนแรง

3. Mixed hearing loss (สูญเสียการได้ยินแบบผสม)
อันนี้คือหนักสุดแล้วสำหรับ ข้อ3 เพราะเป็นการเสียหายจากชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งต้องใช้วิธีการรักษาที่ดีเยี่ยมเฉพาะทาง

Safe Listening

และเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีอาการ?

อันนี้จะเขียนแบบอธิบายง่ายๆนะครับ เพราะอาการทางการได้ยินนั้นส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวกันมักจะหนักไปเลยเพราะว่ามันเป็นอาการสะสม แต่ถ้ากลัวคือเมื่อไหร่ที่เพื่อนมันทักเราว่า “ทำไมพูดดังหูหนวกหรอ” หรือ เห้ย!!หูเป็นไรเรียกตั้งนานไม่ได้ยิน” นั้นอาจเป็นสัญญาณก็ได้ แต่ถ้าเอาตามหลักจริงๆเลยคือ

1. ได้ยิงเสียงที่เคยชัดเริ่มอู้อี้
2. เวลาสื่อสารเริ่มไม่เข้าใจบางคำเพราะความสามารถการได้ยินลดลง อาจจะเจอบางความถี่ที่ทำให้เราฟังไม่ออก
3. มีอาการเสียงวิ้ง หูอื้อในหูบ่อยๆ

เพื่อไม่ให้การรักษาล่าช้าเกินแก้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาโดยด่วนถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆคุณอาจจะสูญเสียความสามารถทางการได้ยินแบบถาวร สำหรับการใช้หูฟัง ผู้เขียนแนะนำว่ากรณีที่ต้องใช้นานๆหรือฟังในที่ทำงานที่เขาห้ามใช้ลำโพง เราควรใช้ระดับเสียงแค่50% หรือ60% เท่านั้นพอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของสุขภาพหู

และสำหรับกรณีท่านที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียง อาทิ ก่อสร้าง ทำถนน อยู่สนามบิน ก็ควรมีอุปกรณ์ป้องกันหูอย่าง Earplug ซักหน่อยเพราะ ไม่ใช่แค่เสียงเพลงจากหูฟังเท่านั้นที่ทำร้ายเราได้ ทุกเสียงที่ดังเกินไปย่อมก่อเกิดภาวรการสะสมได้ทั้งนั้น ก็เอาเป็นว่าจบไปแล้วกับสาระเล็กๆน้อยๆที่นำมาแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เราจะได้อยู่กับเสียงเพลงเสียงดนตรีที่รักได้ไปนาน ๆ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

 

 

ช่องทางข่าวสาร ใหม่จากOMU : https://news.omumusic.net/
Line : omumusic
Website : https://www.omumusic.net
Application ios : https://apple.co/2l5hhJu
Application Android : https://bit.ly/2l6lFrF

Facebook Comments
OMU News

OMU News

Add comment

Follow us

ติดตามข่าวสารอัพเดทจากช่องทางอื่นๆของ OMU ได้ตามนี้

Most discussed